ท่านที่เพิ่งเข้ามาที่เวปไซต์นี้เป็นครั้งแรก หรือ/และยังไม่มีความรู้พื้นฐานใดๆเกี่ยวกับการเทรดฟอเรกเลยทั้งสิ้น ทีมงานขอแนะนำให้ท่านเข้าไปศึกษาที่เมนู “ฟอเรกขั้นพื้นฐาน” ที่เราได้จัดทำเอาไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว ที่นี่ CLICK // ซึ่งจะทำให้ท่านมีฐานความรู้ที่ถูกต้องและสามารถใช้ต่อยอดความรู้ไปสู่ขั้นแอดวานซ์ได้อีกต่อไป
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เวปไซต์ FXThai2U ในรูปโฉมใหม่ครับ // เราไม่สามารถรู้ได้ว่า...เราจะบินได้สูงแค่ไหน...จนกว่าเราจะ...กางปีกแล้วบินออกไป... // ถ้าคุณทำในสิ่งที่คุณเคยทำ...คุณจะได้ในสิ่งที่คุณเคยได้...ถ้าคุณลองทำในสิ่งที่คุณไม่เคยทำ...คุณอาจจะได้ในสิ่งที่คุณไม่เคยได้...

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

0

Forex Basic by Broker Version Set1

001-what_is_forex

ตลาด Forex คือตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ชื่อนี้มาจากภาษอังกฤษคำว่า Foreign + Exchange ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินแบบใหม่ (Forex มีตั้งแต่ศตวรรษที่ 70 ) อย่างไรก็ตามเป็นตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุด การหมุนเวียนการซื้อขายต่อวันที่ตลาด Forex คือ 4 ล้านล้านเหรียญ เกินปริมาณรวมของทุกตลาดสินค้าในสหรัฐอเมริกา

ปัจจัยสำคัญของการเคลื่อนไหวอัตราแลกเปลี่ยนจำเป็นต้องดูผลประกอบการโดยรวมของภาครัฐ รวมทั้งบริษัทการค้าต่างๆ

การแปลงกำไรจากการขายสินค้าและบริการต่างประเทศในสกุลเงินของประเทศตน สำหรับ 5% ของผลประกอบการในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ที่เหลือ 95% ให้ผู้ค้าเงินทุนเกี่ยวกับความคิดมุ่งที่กำไรจากการเคลื่อนไหวในอัตราสกุลเงิน

ดอกเบี้ยสูงสุดเป็นส่วนใหญ่ของสกุลเงินที่มีพื้นฐาน ในขณะที่กว่า 85% ของข้อเสนอทั้งหมดเป็นการให้ข้อตกลงกับสกุลเงินพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย: ดอลลาร์สหรัฐ (USD) เยนญี่ปุ่น (JPY) ยูโร (EUR) ปอนด์อังกฤษ (GBP) ฟรังค์สวิส (CHF), แคนาดาดอลลาร์ (CAD) และดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)

ตลาดโฟเร็กนั้น เปิดตลอด 24 ชั่วโมง การแลกเปลี่ยนระหว่างธนาคารเกิดขึ้นตลอดเวลาทั่วโลก และอัตราแลกเปลี่ยน จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถทำการซื้อ-ขายได้ หลายครั้งต่อวัน และด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าทุกได้อย่างชัดเจน ตลาดโฟเร็กจึงเติบโตรุกล้ำกว่าตลากอื่นๆ อย่างเทียบไม่ได้ มันจึงเป็นที่สนใจสำหรับนักลงทุนทั่วไป

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตลาด Forex

ประเด็นเรื่องการลดค่าเงินและความเป็นไปได้ในการที่มาตรฐานทองคำจะฟื้นตัว เป็นประเด็นที่ได้รับการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้ให้การสนับสนุนระบบเงินตราที่มีพื้นฐานจากราคาทองนั้นลืมนึกถึงข้อด้อยของระบบดังกล่าวไปโดยสิ้นเชิง ข้อเสียที่โดดเด่นข้อหนึ่งก็คือการที่ยังไม่มีตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามมาตรฐานระบบทองคำนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดตลาด Forex

สัมผัสกับความแตกต่าง

ตลาด Forex เป็นตลาดสำหรับการซื้อขายระยะสั้น โดยนักลงุทนจะได้กำไรจากค่าส่วนต่างของการผันผวนทางราคา ระยะเวลาสูงสุดในการซื้อขายในตลาด Forex คือเพียงไม่กี่เดือน ในขณะที่การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อาจยืดยาวเป็นเวลา 5-7 ปี

หลักการของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเป็นการกระจายอำนาจ ธนาคารแต่ละแห่งก็จะทำการซื้อขายโดยใช้โปรแกรมซอฟท์แวร์ที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่แล้วบุคคลไม่สามารถเข้าสู่ตลาด Forex ด้วยตัวเองได้เนื่องจากมาตรฐานของปริมาณในการซื้อขายในตลาดดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตั้งแต่ระดับ $100,000 ไปจนถึง $1 ล้านดอลล่าร์ ดังนั้นจึงต้องมีตัวกลางในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตที่จะเชื่อมระหว่างธนาคารและนักลงทุน

ค่าเงินทุกสกุลจะต้องถูกเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ โดยที่ค่าเงินแต่ละค่าจะมีจำนวน 4 หลักหลังจุดทศนิยม ยกตัวอย่างเช่นค่าของคู่สกุลเงิน EUR/USD จะมีลักษณะดังนี้ 1.2836. การเปลี่ยนแปลงค่าเงินตามมาตรฐานมักจะเปลี่ยนทีละ 1 จุดโดยเริ่มจากหลักที่สี่

อัตราการแลกเปลี่ยน 1.2836 หมายถึงว่านักลงทุนจะต้องจ่ายเงินจำนวน $128,360 เพื่อซื้อเงิน 100,000 ยูโร หากราคาเปลี่ยนแปลงไป 1 จุด ลูกค้าจะต้องใช้เงิน $128,370 เพื่อซื้อเงินยูโรในปริมาณเท่ากัน ซึ่งก็คือต้องเพิ่มเงินอีก 10 ดอลล่าร์

เนื่องจากเทคโนโลยีในสมัยนี้มีการพัฒนาขึ้นมาก จึงทำให้เกิดอัตราการแลกเปลี่ยนที่มี 5 หลักหลังจุดทศนิยมขึ้น โดยระบบอัตราแลกเปลี่ยนนี้จะเพิ่มความเที่ยงตรงและลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาดเมื่อเข้าสู่ตลาด โดยลูกค้าของเรา บริษัท InstaForex นิยมระบบอัตราการแลกเปลี่ยนทั้งสองรูปแบบดังที่กล่าวมานี้

อัตราการแลกเปลี่ยนทางตรงและทางอ้อม( Cross rates )

อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศจะถูกนำมาอิงกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามเทอร์มินัลที่ใช้ในการซื้อขายบางอันก็อาจมีทั้งอัตราการแลกเปลี่ยนทางตรงและทางอ้อม โดยอัตราการแลกเปลี่ยนทางตรงคือการเสนออัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ เที่ยบกับ 1 USD โดยสัญลักษณ์การซื้อขายของค่าเงินต่างประเทศนั้นมีค่าเป็นตัวเศษ ในขณะที่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเป็นตัวหาร

มูลค่าของคู่สกุลเงิน EUR/USD คือการแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์สหรัฐกับเงิน 1 ยูโร ค่าดังกล่าวจะแสดงว่านักลงทุนจำเป็นต้องใช้เงินกี่ดอลล่าร์สหรัฐเพื่อซื้อเงิน 1 ยูโร ซึ่งวิธีการดังกล่าวเรียกว่าอัตราการแลกเปลี่ยนทางตรง ตัวอย่างอื่นๆของอัตราแลกเปลี่ยนทางตรงก็เช่นการแลกเปลี่ยน GBP/USD (ปอนด์กับดอลล่าร์สหรัฐ ), AUD/USD (ดอลล่าร์ดออสเตรเลียกับดอลล่าร์สหรัฐ), และ NZD/USD (ดอลล่าร์นิวซีแลนด์กับดอลล่าร์สหรัฐ) เมื่อนักลงทุนซื้อสกุลเงินในรูปแบบนี้ ถือเป็นการซื้อสกุลเงินต่างชาติ ในขณะที่ขายเงินดอลล่าร์สหรัฐ แต่ในทางตรงกันข้ามหากนักลงทุนขาย ก็จะเป็นการขายสกุลเงินต่างชาติเพื่อซื้อดอลล่าร์สหรัฐ

อัตราแลกเปลี่ยนทางอ้อมคือการเสนออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน USD โดยเทียบกับสกุลเงินต่างชาติ 1 หน่วย ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมีสัญลักษณ์เป็นตัวเศษ ในขณะที่ค่าเงินต่างชาติมีสัญลักษณ์เป็นตัวหาร ตัวอย่างเช่นคู่สกุลเงิน USD/CAD คือการแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์สหรัฐโดยใช้เงินดอลล่าแคนาดา โดยจะเป็นค่าที่กำหนดว่านักลงทุนจะต้องใช้เงินกี่ดอลล่าร์แคนนาดาเพื่อแลกซื้อเงิน 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ตัวอย่างของอัตราแลกเปลี่ยนทางอ้อมอื่นๆเช่นคู่สกุลเงิน USD/JPY (ดอลล่าร์สหรัฐกับเยน), USD/SEK (ดอลล่าร์สหรัฐกับโครน สวีเดน), และ USD/CHF (ดอลล่าร์สหรัฐกับฟรังก์สวิส) ในการซื้อ นักลงทุนซื้อดอลล่าร์สหรัฐแต่ขายค่าเงินต่างชาติ ในทางตรงกันข้ามเมื่อนักลงทุนขาย เขาจะขายเงินดอลล่าร์สหรัฐเพื่อซื้อค่าเงินต่างชาติ

อัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินคือการแลกเปลี่ยนค่าเงินต่างชาติสกุลหนึ่งเป็นค่าเงินต่างชาติอีกสกุล เนื่องจากค่าเงินต่างชาตินั้นต้องทำการแลกเปลี่ยนโดยอิงกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ อัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินจะเป็นตัวแสดงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินต่างชาติผ่านแท่งปริซึมของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐเป็นหลัก อัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือค่าเงินเยนและฟรังก์สวิส ตัวอย่างเช่น EUR/JPY (ค่าเงินยูโรกำหนดค่าเงินเยน), GBP/JPY (ค่าเงินปอนด์กำหนดค่าเงินเยน), CHF/JPY (ค่าเงินฟรังก์สวิสกำหนดค่าเงินเยน), GBP/CHF (ค่าเงินปอนด์กำหนดค่าเงินฟรังก์สวิส), และ EUR/CHF (ค่าเงินยูโรกำหนดค่าเงินฟรังก์สวิส)

ในปี2554 ธนาคารกลางของประเทศสวิสเซอร์แลนด์กดค่าเงินฟรังก์ไว้ที่ 1.20 CHF ต่อ 1 ยูโร ท้ายที่สุดตลาดค่าเงินฟรังก์ก็ล่ม ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินของค่าเงินต่างชาติถูกกำหนดค่าโดยค่าเงินประจำประเทศสวิสเซอร์แลนด์

การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินทำได้โดยใช้สูตรดังต่อไปนี้ :

FOR/FOR = FOR/USD * USD/FOR, ในกรณีที่ FOR เป็นค่าเงินต่างชาติ.

ค่าเงินหลัก, สกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการส่งออกสินค้าที่เป็นวัตถุดิบ (commodity currencies), และดัชนีดอลล่าร์สหรัฐ

สกุลเงินหลักจะประกอบไปด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์อังกฤษ และเงินเยนญี่ปุ่น

สกุลเงินดอลล่าร์แคนาดา (CAD) และดอลล่าร์ออสเตรเลีย (AUD) ถือเป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลสูง แต่กลับมีการหมุนเวียนของเงินที่จำกัด โดยสกุลเงินทั้งสองเป็น commodity currencies ซึ่งจะสัมพันธ์โดยตรงต่อราคาวัตถุดิบต่างๆ ดอลล่าร์นิวซีแลนด์ก็ถือเป็นสกุลเงินที่อยู่ในกลุ่ม commodity currencies เช่นกัน

สกุลเงินรูเบิลของรัสเซีย (RUR), โครน สวีเดน (SEK), โครน นอร์เวย์ (NOK), โครน เดนมาร์ก (DKK), ดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD), ลีร่า ตุรกี (TRY), รูปี อินเดีย (INR), แรนด์ แอฟริกาใต้ (ZAR), วอน เกาหลีใต้ (KRW), และซโลว์ทิ โปลิชท์ (PLN) สกุลเงินเหล่านี้ถูกจัดว่าเป็นสกุลเงินที่มีความมั่นคง แต่การหมุนเวียนของเงินจะอยู่ในระดับภูมิภาคเพียงเท่านั้น

สกุลเงินหยวน (CNY) ที่ถูกกำหนดค่าโดยธนาคารกลางของประเทศจีนนั้นเป็นสกุลเงินที่ไม่สามารถแปลงสภาพได้อย่างอิสระ

ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐสะท้อนอัตราค่าเงินดอลล่าร์โดยเทียบกับสกุลเงินต่างชาติอื่น ดัชนี USD มีหลากหลายประเภทซึ่งจะถูกคำนวณโดยสูตรที่แตกต่างกัน ดัชนีค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐแบบดั้งเดิมจะแสดงเปอร์เซ็นราคาของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ โดยเทียบกับค่าเงินหลักอื่นๆอีก 6 ประเภท เช่นค่าเงินยูโร เงินเยน เงินปอนด์อังกฤษ ดอลล่าร์แคนนาดา โครน สวีเดน และฟรังก์สวิส โดยในปี 2516 ราคาของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐเท่ากับ 100%

เคล็ดลับ: นักลงทุนมือใหม่ควรให้ความสนใจกับสกุลเงินหลักและ commodity currencies โดยคุณอาจค่อยๆเริ่มจากการศึกษาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินและศึกษาค่าเงินที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพื่อเก็บประสบการณ์ก่อน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลเงินนั้นค่อนข้างซับซ้อนและค่าส่วนต่างสำหรับคู่สกุลเงินที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนั้นค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามคุณควรจดจำไว้เสมอว่าการซื้อขายค่าเงินนั้นเป็นการซื้อขายที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในระยะเวลาการซื้อขายของประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งก็คือจาก12:00 จนถึง 00:00 (UTC+4)

ค่า Leverage

ตลาด Forex นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินอยู่เสมอ การผันผวนทางราคารายอาทิตย์อาจอยู่ที่ราว 0.5%-2% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางราคาดังกล่าวทำให้ง่ายต่อการใช้ค่า leverage มากขึ้น โดยตัวกลางในการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตจะได้รับราคาของอัตราแลกเปลี่ยนจากธนาคารชั้นนำของโลกในตลาด Forex ซึ่งธนาคารเหล่านั้นจะทำการปรับใช้ค่า leverage กับลูกค้าโดยประมาณที่ 1:1-1:500

ค่า leverage มาตรฐานในตลาด Forex คือ 1:100 โดยลูกค้าสามารถสร้างสถานะซื้อหรือขายด้วยจำนวนเงินไม่เกิน $100,000 เงินจำนวนนี้ถือว่ามากหรือน้อยล่ะ? อัตราแลกเปลี่ยนคู่สกุลเงิน EUR/USD อาจเปลี่ยนแปลงไป 100 จุดภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากคุณทำการซื้อขายคู่สกุลเงินนี้โดยใช้ค่า leverage 1:100 คุณอาจจะได้กำไรหรือขาดทุนกว่า $1,000 ภายในเวลาเพียง 1 วัน ในการลดความเสี่ยงคุณสามารถลดขนาดค่า leverage ลงหรือไม่ก็ลดปริมาณ position ที่คุณเปิดเอาไว้ก็ได้

มีเพียงไม่กี่บริษัทที่เสนอให้ลูกค้าเปิดสถานะการซื้อหรือขายได้โดยใช้เงิน $10,000 ต่อ 1 lot ดังนั้นขนาดของการซื้อขายที่เล็กที่สุดจะอยู่ที่ $100 ค่าleverage 1:100 จะช่วยให้นักลงทุนสามารถฝากเงินเป็นจำนวนเท่าใดก็ได้โดยเริ่มจากเงินเพียง $1 ในกรณีนี้หากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเปลี่ยนแปลงไป 1 จุดก็จะเท่ากับว่าปริมาณเงินในบัญชีที่ฝากเอาไว้ก็จะเปลี่ยนไป 1 เซนต์ ลูกค้าสามารถทำการซื้อขายสกุลเงินUSD และ EUR ในบัญชี cent accountsได้ หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับบัญชีดังกล่าวเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมที่หน้า "ประเภทของบัญชีที่ใช้ในการซื้อขาย"

เคล็ดลับ : ค่า leverage ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาด Forex กลายเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นลูกค้าที่เป็นนักลงทุนมือใหม่จึงไม่ควรฝากเงินขั้นต้นไว้เกินกว่ารายได้รวมสองอาทิตย์ของเขา ทางบริษัทขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้เงินกู้ยืม เงินออมเพื่อใช้ยามเกษียณอายุ เงินทุนสำหรับการศึกษาหรือการเช่าซื้อบ้านและอื่นๆในการซื้อขายกับเรา รวมถึงก่อนเปิด positions ด้วยปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น นักลงทุนมือใหม่ควรฝึกฝนการลงทุนในบัญชีตัวอย่างหรือ cent accountเสียก่อน เนื่องจากเราเชื่อว่าประสบการณ์จะเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสในการขาดทุนน้อยลง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตลาด Forex และตลาดหุ้น

ตลาด Forex และตลาดหุ้น (ตลาดหลักทรัพย์) เป็นตลาดสองประเภทที่เป็นอิสระต่อกันโดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆต่อกันเลย. ตลาดทั้งสองนี้ต่างกันที่เครื่องมือทางการเทรด: ค่าเงินจะเทรดในตลาด Forex, และหุ้น, ในตลาดหุ้น .ตลาดหุ้นมักจะตั้งอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์. ตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ในเมือง New York, London และ Tokyo

ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างตลาด Forex และตลาดหุ้นคือ จำนวนเงินที่จำเป็นสำหรับการเทรด. เพื่อที่จะสามารถซื้อหุ้นในตลาดหุ้นได้นั้นจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก, ตั้งแต่หนึ่งหมื่นดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปจนอาจจะมากกว่าถึงหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐก็เป็นได้. ในตลาดหุ้นนั้นการเทรดจะไม่รุนแรงมากและค่อนข้างคงที่ไม่เหมือนกับในตลาด Forex ที่ซึ่ง trader สามารถได้กำไรก้อนโตหรืออาจจะขาดทุนเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาสั้นๆได้. ดังนั้น traders บางคนที่ได้ทำกำไรในตลาด Forex มาแล้วจะย้ายมายังตลาดหุ้นแทน

ตลาดหุ้นจะถูกแบ่งออกเป็น ตลาดแรก และ ตลาดรอง

ตลาดหุ้นแรกมีบทบาทสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ: อัตราก้าวหน้าของการพัฒนาและประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับตลาดแรกนี้เป็นส่วนใหญ่. ในตลาดแรกนี้ปกติแล้วทางบริษัทต่างๆจะปล่อยหุ้น IPO ออกมา ตามกฎแล้วผู้ที่ซื้อหลักทรัพย์ในตลาดนี้ได้จะเป็นนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน (กองทุนรวม, บริษัทประกัน, และอื่นๆ) หลักทรัพย์ในตลาดแรกนั้นจะถูกเทรดโดยการให้กับนักลงทุนโดยตรงหรือผ่านตัวกลางอื่น

ตลาดหุ้นรองประกอบไปด้วยตลาดหลักทรัพย์เสรีและตลาดหลักทรัพย์. ในตลาดนี้นักลงทุนจะขายหุ้นที่ถูกปล่อยออกมาเรียบร้อยแล้วให้กับนักลงทุนคนอื่นซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนกับตลาดแรก. ตลาดรองจะไม่ส่งผลกระทบใดๆทั้งสิ้นกับปริมาณการไหลเวียนเงินทุนในประเทศ. ผู้มีส่วนร่วมหลักๆในตลาดนี้คือนักเก็งกำไรผู้ซึ่งจะซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาต่ำและหลังจากนั้นจะขายออกไปที่ราคาที่สูงขึ้น

หนึ่งในสิ่งที่ควบคุมตลาดหุ้นหลักๆคือราคาหุ้น. ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ปล่อยข้อมูล, คนกลางและนักลงทุน. ราคาในตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยหลายๆ ปัจจัย: (ผลตอบแทนของหลักทรัพย์, ผู้ออกหลักทรัพย์, ความต้องการของหลักทรัพย์, สถานการณ์ตลาด) ปัจจัยเหล่านี้จะเกิดขึ้นผ่านกลยุทธ์การสร้างราคาในตลาดหุ้น: การตั้งราคาเริ่มต้นสูงหรือต่ำ, การได้กำไรจากการขายอย่างรวดเร็ว, การเข้าตลาด, และการพิชิตส่วนหนึ่งของตลาดได้

Stock traders นั้นจะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป: บางคนเพื่อให้ได้กำไรจากค่าต่างของราคาหุ้น บางคนเพื่อให้ได้รับเงินปันผล และอื่นๆอีกมากมาย แม้ว่าตลาดหุ้นจะมีความมั่นคงและปลอดภัย trader จะถูกแนะนำให้วิเคราะห์ตลาดก่อนการเทรดหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการขาดทุน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

001-Money Pairs1
001-Money Pairs2
001-Money Pairs3
001-Money Pairs4

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จิตวิทยาในการซื้อขาย

การซื้อขายเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้ทั้งความสามารถในการวิเคราะห์และการอนุมานโดยใช้เหตุผล นักลงทุนจำเป็นต้องมีความอดทน และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความพร้อมในตอบสนองต่อความเสี่ยงอยู่เสมอ อาจเรียกได้ว่าการซื้อขายเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับคนที่เข้าใจในเรื่องจิตวิทยา ซึ่งตัวจิตวิทยานี้เองที่จะเป็นปัจจัยที่จะกำหนดว่านักลงทุนจะได้กำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนในตลาด Forex โดยถึงแม้ว่าคุณจะเปลี่ยนระบบการซื้อขายเป็นระบบ trading system ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดแล้ว คุณก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเครียดที่เกิดเมื่อตัดสินใจซื้อขายได้

นักลงทุนในตลาด Forex มีแนวโน้มที่จะเชื่อว่ายิ่งควบคุมอารมณ์ได้มาเท่าไหร่ การซื้อขายในตลาดก็จะยิ่งดำเนินไปในทิศทางที่ดีมากเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์เครียดได้อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเป็นกังวล กลัวว่าจะสูญเสียเงินลงทุน ความหวังและความเชื่อในโชคชะตา ความเสียดาย ความปิติยินดี ความขุ่นเคืองและวกกลับมาที่ความปิติยินดีอีกครั้ง ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้การอดกลั้นอารมณ์ความรู้สึก อาจหมายถึงการที่เราเพิกเฉยต่อสัมผัสที่ 6 สัญชาตญาณ และท้ายที่สุดก็คือวิจารณญาณของตนเอง

เป็นที่รู้กันว่าอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวถูกถ่ายทอดมาจากข้อมูลที่เราได้รับ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี่เองที่จะเป็นตัวชักนำความรู้สึกของเรา หน้าที่ของเราก็คือการควบคุมอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้และเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่

ซึ่งวิธีในการควบคุมอารมณ์ต่างๆมีดังต่อไปนี้:

วิธีแรก เราสามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์เครียดให้บรรเทาลงได้จากการหันไปให้ความสนใจกับสิ่งอื่น วิธีนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลมากทีเดียว เนื่องจากตามปกติแล้วเรามักจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราให้ความสนใจนั้นมีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจของเรามาก ดังนั้นหากเราปรับเปลี่ยนจากการคิดถึงการสูญเสียเงินลงทุน เป็นการคิดถึงโอกาสที่จะได้กำไรจากการลงทุนก็จะสามารถบรรเทาอารมณ์ตึงเครียดลงได้

วิธีที่สองคือการเปลี่ยนความเชื่อมั่น หากคุณเปลี่ยนความเชื่อมั่นและศรัทธาของคุณได้ คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้เช่นกัน ความเชื่อทุกประการที่นักลงทุนแต่ละคนยึดถือนั้นเปรียบเสมือนเครื่องกรองความคิดที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข้อมูล ซึ่งมุมมองความเชื่อต่างๆนั้นส่งผลโดยตรงต่อการแปลความหมายของข้อมูลภายใต้จิตสำนึกของเราเอง

และวิธีสุดท้ายในการเปลี่ยนแปลงและควบคุมอารมณ์ความรู้สึกนั้นคือการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายของเรา โดยอาจปรับเปลี่ยนระบบการหายใจ ท่าทาง โทนเสียงและจังหวะในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของคน ไม่ใช่แค่สำหรับนักลงทุนในตลาด Forex เท่านั้น แต่สำหรับคนทุุกคน

การเพ่งความสนใจ

การเพ่งความสนใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดองค์ประกอบหนึ่งในการทำให้เรารู้สึกเครียด เนื่องจากสิ่งที่เราให้ความสนใจ ในการซื้อขายบนตลาด Forex ในการซื้อขายบนตลาด Forex นั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงเสมอ แต่อาจเป็นเพียงแค่ข้อเท็จจริงที่อาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ เหตุการณ์เหล่านั้นต่างก็มีผลต่อการแปลความหมายของเหตุการณ์ต่างๆ และแน่นอนว่ามีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของนักลงทุน อีกทั้งยังอาจเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมและการตัดสินใจของนักลงทุนด้วย ในกรณีนี้คุณจำเป็นต้องแยกแยะลำดับความสำคัญก่อนหลังให้ได้ คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ว่ากำลังรออะไร? คุณรู้สึกสนุกกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียอยู่รึเปล่า? หรือคุณหวังจะได้กำไรเพียงอย่างเดียว?

คนที่ให้ความสนใจแต่กับการสูญเสียเพียงอย่างเดียวจะลังเลกับการเข้ามาซื้อขายในตลาด หรืออาจทำเป็นไม่สนใจการซื้อขายเลย แต่เมื่อเขากล้าตัดสินใจที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดแล้ว เขาก็จะได้กำไรอย่างรวดเร็ว

การซื้อขายคือการที่เราทำให้ทุกๆด้านมีความสมดุลกัน นักลงทุนควรให้ความสนใจกับทั้งกำไรและขาดทุนและพยายามทำให้ปัจจัยทั้งสองนั้นสมดุล อีกทั้งยังต้องให้ความสำคัญกับวิธีการในการซื้อขาย รวมถึงข้อมูลที่ได้รับจากตลาดซึ่งถือว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่เที่ยงตรงและน่าเชื่อถืออีกด้วย

จิตวิทยา

มีการพิสูจน์แล้วว่าร่างกายมนุษย์เป็นตัวควบคุมอารมณ์ความรู้สึก และอารมณ์ความรู้สึกเองก็มีผลกระทบต่อความคิดของเรา วิธีการที่ง่ายและถูกต้องที่สุดในการปรับเปลี่ยนอารมณ์คือการเปลี่ยนทางจิตวิทยา ซึ่งสามารถทำได้โดยการกำหนดจังหวะและลักษณะการหายใจเข้าออก ปรับเปลี่ยนโทนเสียง หรือแม้แต่ท่าทางของคุณเองก็ตาม

ควรให้ความสนใจกับท่าทางต่างๆของคุณ ท่าทางเวลานั่ง เวลาหายใจ หรือแม้กระทั่งการขยับตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า หัวไหล่ รวมไปถึงกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอาจก่อให้เกิดความตึงเครียด หากคุณรู้สึกไม่สบายตัว ก็ควรที่จะต้องปรับท่านั่งให้สบายขึ้น

การปรับสรีระพื้นฐานให้เหมาะสมสามารถช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้

เพราะฉะนั้นจงควบคุมอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆของคุณให้ได้ แล้วคุณจะกลายเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน!

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

พื้นฐานในการวิเคราะห์ทางพื้นฐาน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักการพื้นฐานของการวิจัยตลาด, มันสามารถเป็นได้ทั้งทางเทคนิคหรือพื้นฐาน. แนวคิดของการวิเคราะห์ทางเทคนิคจะขึ้นอยู่กับคำสั่งที่ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานแสดงในกราฟราคาเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณิตศาสตร์. การวิเคราะห์พื้นฐาน, ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงภายใต้การเมือง, เศรษฐกิจและปัจจัยทางกาเงิน.

การใช้บัญชี, การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานประเมินข้อมูลทางเศรษฐกิจ, การเงินและธรรมชาติทางการเมือง, ซึ่งมีอิทธิพลทางตรงหรือทางอ้อมต่อการพัฒนาราคาตลาด; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำของโลกซึ่งจะมีผลกระทบต่ออัตราของสกุลเงินหลัก. GNP, GDP,อัตราเงินเฟ้อ, อัตราการว่างงาน, ดัชนี CPI และ PPI , สินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีราคาภาคอุตสาหกรรม, ดุลการค้าและความสมดุลของการชำระเงินเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุด. GNP เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรวมถึงลักษณะการบริโภค, การลงทุน, ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล, การส่งออกและนำเข้า.

GNP เป็นสัดส่วนโดยตรงกับอัตราแลกเปลี่ยน: ระดับ GNP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) สูงบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจที่ดีและการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ, ซึ่งทำให้มีความต้องการใช้เงินภายในประเทศ. การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติเป็นเวลานานสามารถก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงซึ่งการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่ถูกนำมาใช้, เนื่องจากความต้องการส่งผลให้สกุลเงินที่มีเกิดการเติบโต.

อัตราการว่างงานแสดงให้เห็นถึงอัตราส่วนระหว่างผู้ทำงานกับประชากรที่ว่างงาน ซึ่งจากความคิดจะต้องไม่เกิน 6%. การเพิ่มขึ้นของระดับการว่างงานส่งผลกระทบต่ออัตราสกุลเงิน - ค่าของสกุลเงินจะลดลง. อัตราเงินเฟ้อมีผลที่คล้ายกันกับอัตราสกุลเงินและสามารถวัดได้จากอัตราการเติบโตของราคา. พร้อมกันนี้ตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อและการว่างงานเป็นสัดส่วนผกผัน.

การวิเคราะห์นี้ยังรวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น, สิ่งสำคัญสำหรับนโยบายของประเทศที่แตกต่างกัน: การเลือกตั้ง, การปฏิรูปเศรษฐกิจ, ธุรกิจของข้อตกลงระหว่างประเทศ อื่นๆ. ปัจจัยทางการเงินหลักที่จะพิจารณาโดยนักวิเคราะห์เป็นอัตราดอกเบี้ยที่สำคัญของธนาคารกลางซึ่งเป็นตัวกำหนดในการทำกำไรโดยรวมของการลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศ. การเจริญเติบโตของตัวบ่งชี้นี้จะสร้างเงื่อนไขที่ดีสำหรับการเจริญเติบโตสกุลเงินของประเทศ.

นอกจากนี้, อัตราสกุลเงินของชาติเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ, การโจมตีของผู้ก่อการร้าย, เหตุฉุกเฉินและสถานการณ์สุดวิสัยอื่น ๆ.

การวิเคราะห์ทางพื้นฐาน, พิจารณาความยากลำบากของการประเมินตัวชี้วัดจำนวนมากในประเทศที่แตกต่างกัน, จะดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ทฤษฎีการวิเคราะห์ทางเทคนิค

การวิเคราะห์ทางเทคนิค คิอวิธีการคาดการณ์ทิศทางความเคลื่อนไหวของราคาตลาดโดยเปรียบเทียบข้อมูลกับ timeframes ที่แตกต่างกันและคาดการณ์จากพฤติกรรมตามปกติของตลาด โดยนักลงทุนแต่ละคนก็อาจประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในตลาด Forex ในรูปแบบที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ทางเทคนิคมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีทั่วไป 3 ทฤษฎีดังนี้:

1. ทุกคนควรพิจารณาความเคลื่อนไหวของตลาดให้ดี ราคาตลาดมักได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเสมอ แต่อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ทางเทคนิคแสดงนัยว่าการตรวจสอบปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจและจิตวิทยาซึ่งมีผลต่อความเคลื่อนไหวของราคานั้นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราควรตรวจสอบยามที่เกิดการเคลื่อนไหวทางราคาตลาด เนื่องจากปัจจัยต่างๆดังกล่าวนั้นต่างก็ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดด้วยกันทั้งนั้น และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมุ่งศึกษาประเด็นเรื่องราคาตลาดเป็นหลัก

2. ราคาตลาดมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่แน่นอน ในการประยุกต์ใช้บทวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของแนวโน้มตลาด โดยจุดประสงค์หลักของการใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คือเพื่อกำหนดแนวโน้มการเคลื่อนไหวทางราคาทั้งนี้เพื่อที่จะได้ทำการซื้อขายได้อย่างเหมาะสมกับแนวโน้มตลาด แนวโน้มของตลาดมี 3 แบบ:

•  แนวโน้มตลาดบลูซึ่งเกิดเมื่อราคาตลาดพุ่งขึ้น
•  แนวโน้มตลาดแบร์ซึ่งเกิดเมื่อราคาตลาดตกต่ำ
•  Flat -แนวโน้มตลาดไร้ทิศทาง

โดยปกติแล้ว ระหว่างที่มีการเคลื่อนไหวทางราคา นักลงทุนสามารถค้นหาได้ว่าตลาดในขณะนั้นมีแนวโน้มแบบใด ซึ่งสามารถเป็นได้เพียง 1 แนวโน้มจากทั้งหมด 3 แบบเท่านั้น โปรดจำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มตลาดจะเกิดขึ้นหลังจากที่มีการส่งสัญญาณที่แน่นอนแล้วเท่านั้น

3. ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ทฤษฎีนี้บอกเป็นนัยถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ซึ่งหมายถึงกฏและประเภทของบทวิเคราะห์ต่างๆนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่กลับเกิดขึ้นแบบเดิมซ้ำๆ ซึ่งเหมือนกับความเคลื่อนไหวทางราคาที่เคลื่อนไหวแบบเดิมซ้ำๆในช่วงระยะเวลาที่แตกต่างกัน

เรามักจะศึกษาพลวัตของตลาดด้วยวิธีการดูกราฟประเภทต่างๆในระหว่างที่มีการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยกราฟหลักมีดังต่อไปนี้ :
•  ตัวชี้วัด Oscillators
•  กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่น
•  กราฟแท่ง (ระยะเวลา)
•  กราฟเส้น
•  ตัวชี้วัดแนวโน้มของตลาด
•  การวิเคราะห์คลื่น

การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือพื้นฐานในการคาดการณ์ทิศทางของตลาดทางการเงิน ซึ่งเทคนิคนี้ได้รับการรับประกันถึงความสำเร็จแล้วโดยนักลงทุนมืออาชีพและนักวิเคราะห์ในตลาด Forex จำนวนมาก ประสบการณ์อันยาวนานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าบทวิเคราะห์ทางเทคนิคนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการซื้อขายจริงได้เป็นอย่างดี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่น

กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดเงินตรา มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นสมัยศตวรรษที่ 18 และเป็นที่นิยมใช้ในหมู่ trader ทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน กราฟแท่งเทียนญี่ปุ่นนี้ได้ชื่อมาจากรูปร่างของกราฟที่คล้ายคลึงกับเทียน โดยกราฟจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างระดับการเปิดและการปิดราคา แสดงจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของ Price Band ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง

ระบบพิกัดกราฟจะเป็นรูปทรงกระบอกที่มีชื่อว่าตัวแท่งเทียน(candlestick body) ที่จะเป็นตัวร่างพิสัยระหว่างราคาเปิดและราคาปิด

002-japanese_candlesticks_en_1

เส้นแนวนอนที่อยู่ด้านล่างจะแสดงราคาเปิด (เปิด) ในขณะที่เส้นแนวนอนด้านบนจะเป็นราคาปิด (ปิด) ส่วนเส้นตั้งฉากด้านบนและด้านล่างจะเป็นราคาสูงสุด (สูง) และต่ำสุด (ต่ำ) แม้ว่ากราฟแท่งเทียนจะมีการแปรผันไปตามการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเงินในบางช่วง แต่ตัวแท่งเทียนก็ยังคงมีสีดำและสีขาวตามปกติ

กฎการตีความกราฟแท่งเทียนญี่ปุ่น:

003-japanese_candlesticks_en_2

•  ถ้ามูลค่าราคาเปิดกับราคาปิดเท่ากันจะปรากฏเส้นแนวนอนเพียงเส้นเดียวบนกราฟ และตัวแท่งเทียนก็จะอยู่ในรูปกากบาท
•  ในกรณีที่ราคาเปิดสูงกว่าราคาปิด ตัวแท่งเทียนก็จะกลายเป็นสีดำ แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ในช่วงขาลง
•  ในกรณีที่ราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิด ตัวแท่งเทียนจะยังคงเป็นสีขาวเหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น
• ตัวแท่งเทียนจะร่างให้เห็นช่องว่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด
• ทันทีที่ส่วนประกอบของกราฟแท่งเทียนถูกกำหนดและตัวแท่งเทียนสมบูรณ์ กราฟจะเคลื่อนไปทางขวา และกราฟแท่งเทียนอันใหม่ก็จะขึ้นมาทันทีที่อีกช่วงเวลาหนึ่ง

ในกรณีนี้ กราฟก็คือลำดับแท่งเทียนที่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาและช่วยให้ trader ไม่ต้องเสียเวลาคำนวณเอง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

คู่สกุลเงิน EUR/USD

ตลาดสกุลเงินต่างประเทศที่ถูกสร้างขึ้นบนหลักการของการซื้อสกุลเงินหนึ่งและขายสกุลเงินอื่น. มูลค่าการซื้อขายในตลาดทุกวันประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ. ด้วยความช่วยเหลือของโบรกเกอร์และศูนย์การซื้อขายอย่างใดอย่างหนึ่งสามารถเทรดได้เกือบทุกสกุลเงินโลกทั่วโลก.

ในบทความนี้เราจะพิจารณาหนึ่งในคู่สกุลเงินที่มีความนิยมมากที่สุด - EUR / USD. คู่สกุลเงิน EUR-USD ปรากฎตัวขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน, ปี 1989. อัตรา EUR/USD เริ่มต้นที่ 1.0445.

สถิติปี 2007 ยืนยันว่า 27% ของการดำเนินการทั้งหมดจะดำเนินการกับคู่สกุลเงินยูโรดอลลาร์. ถึงปัจจุบันคู่สกุลเงิน EUR/USD มีการเทรดกันมากที่สุดและเป็นที่นิยมซื้อขายในตลาด Forex. คู่สกุลเงิน EUR-USD เป็นที่สนใจทั้งสำหรับมืออาชีพและนักเทรดมือใหม่ของการซื้อขาย. มันเป็นหนึ่งในคู่สกุลเงินที่ใช้งานมากที่สุดในตลาดและน่าทึ่งสำหรับความผันผวนเล็กน้อย, ดึงดูดนักเทรดที่มีประสบการณ์แตกต่างกันในตลาด Forex. คู่สกุลเงิน EUR/USD เคลื่อนไหวอย่างราบเรียบ, แต่ในระหว่างวันที่มีการเคลื่อนไหวสูงสามารถสังเกตเห็นและนำมาใช้ในระหว่างวันและนักเทรดช่วงสั้นๆ สำหรับการทำผลกำไรที่ดี.

เทรดเดอร์ที่แข็งขันทำงานร่วมกับคู่สกุลเงินยูโรดอลล่าควรจะตระหนักเสมอของเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มยูโรโซน. คู่สกุลเงินยึดปฏิบัติตามแนวโน้มการซื้อขาย. เทรดเดอร์เข้าสู่ตลาดควรจะประเมินราคาปัจจุบัน, มองแนวโน้มและดูประวัติระดับราคาของโอกาสการซื้อขายระยะสั้น.

ทุกคู่สกุลเงินในตลาดมีลักษณะของตัวเองและได้รับความทุกข์จากผลกระทบของปัจจัยที่แตกต่างกัน. เทรดเดอร์ควรตระหนักถึงลักษณะเหล่านี้และการเทรดให้ความสนใจที่ดีให้กับพวกเขา.

การซื้อขายคู่สกุลเงินในตลาด Forex

การซื้อขายคู่สกุลเงินในตลาด Forex นั้นสามารถทำได้โดยใช้คู่สกุลเงินหลัก แต่จะไม่รวมสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ

การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการซื้อขายคู่สกุลเงินหลักอื่นๆ ส่วนการวิเคราะห์ค่าเงินรอง (EUR - ยูโร, JPY - เยน, CHF - สวิสฟรังก์, GBP - ปอนด์) นั้นไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าใดนัก การซื้อขายคู่สกุลเงินนั้นถือว่าเป็นวิธีการซื้อขายที่มีกำไรดี แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรมีประสบการณ์ในการซื้อขายบนตลาด Forex ด้วย

การซื้อขายคู่สกุลเงิน มูลค่าของสกุลเงินหนึ่งจะมีอิทธิพลต่อสกุลเงินอื่นๆ ยกเว้นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ โดยอัตราแลกเปลี่ยนของคู่สกุลเงินเหล่านี้จะเรียกว่าอัตราแลกเปลี่ยนทางอ้อม (cross rates)

สกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดคือสกุลเงินที่คู่กับยูโร เช่นคู่สกุลเงิน EUR/CHF, EUR/GBP, EUR/JPY โดยคู่สกุลเงินเหล่านี้มีความโดดเด่นเนื่องจากมีสภาพคล่องสูง ในบางครั้งอาจมีคู่สกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงกว่า USD/CHF เนื่องจากนักลงทุนสถาบันอาจสมัครใจที่จะลงทุนในเงินสกุลฟรังก์สวิสมากกว่า

เงินเยนถือเป็นสกุลเงินที่มีความสำคัญต่อกลุ่มของคู่สกุลเงินอื่นๆ เช่น CAD/JPY ดอลล่าร์แคนาดาและเยน NZD/JPY ดอลล่าร์นิวซีแลนด์และเยน รวมไปถึง GBP/JPY - ปอนด์อังกฤษและเยน ซึ่งกลุ่มของคู่สกุลเงินดังกล่าวจัดว่าได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนพอสมควรเนื่องจากพวกเขาสามารถทำ carry trade กับคู่สกุลเงินดังกล่าวได้ Carry Trade คือการขายสกุลเงินหนึ่งที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า (เช่นเงินเยน) เพื่อไปซื้อสกุลเงินที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ซึ่งการซื้อขายดังกล่าวสามารถทำกำไรให้กับนักลงทุนได้จากการคิดค่าส่วนต่างของทั้งสองสกุลเงิน

ประเทศที่พัฒนาแล้วดังต่อไปนี้เป็นประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงที่สุด: แคนาดา, นิวซีแลนด์ และสหราชอาณาจักร ดังนั้นระบบ carry trade จึงใช้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้เพื่อเทียบกับเงินเยนของประเทศญี่ปุ่น

นักลงทุนที่ลงทุนในสกุลเงินหลักอาจพบเจอกับเหตุการณ์ที่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐแข็งค่าพอกันกับค่าเงินรอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ยากต่อการคาดการณ์ทิศทางของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ หากทั้งสหรัฐและประเทศแถบยูโรโซนยังยืนยังว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนอาจไม่แน่ใจว่าควรตัดสินใจเปิดหรือปิดการซื้อขาย อีกตัวอย่างนึงคือการซื้อขายคู่สกุลเงิน EUR/JPY ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดเมื่อค่าเงินเยนถูกกดดันโดยปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์

คู่สกุลเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สดในการซื้อขายมีดังนี้ :

EUR/CHF - ประเทศแถบยูโรโซนถือเป็นหุ้นส่วนในการซื้อขายที่สำคัญของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เนื่องจากการที่ค่าเงินฟรังก์สวิสค่อนข้างจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า จึงเหมาะในการซื้อขายในระบบปฏิบัติการ carry trade โดยแนวโน้มความเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินนี้เป็นไปในทิศทางบวกตั้งแต่ปี 2549

EUR/JPY - คู่สกุลเงินที่มีการซื้อขายอย่างแพร่หลาย โดยจะมีความเกี่ยวพันธ์กันระหว่างคู่สกุลเงิน USD/JPY และ EUR/USD นักลงทุนส่วนใหญ่มักจับตามองการเคลื่อนไหวของคู่สกุลเงินนี้ โดยจะมุ่งความสนใจไปที่อัตราดอกเบี้ยและค่าความต่างระหว่างอัตราการเติบโตของประเทศญี่ปุ่นและประเทศแถบยูโรโซน

NZD/JPY - คู่สกุลเงินนี้เป็นที่ต้องการมากที่สุดในการตกลงซื้อขายแบบ carry trade เนื้่องจากมีค่าความต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างที่สุด โดยคู่สกุลเงินนี้เหมาะสำหรับการสร้างสถานะซื้อ (Long Position) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีตัวชี้วัดพื้นฐานและตัวชี้วัดทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพ

EUR/GBP - สำหรับประเทศอังกฤษ ประเทศแถบยูโรโซนถือเป็นหุ้นส่วนในการซื้อขายที่มีความสำคัญเป็นอันดับสอง หากนักลงทุนพิจารณาปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่เกี่ยวเนื่องระหว่างประเทศอังกฤษและค่าเงินปอนด์เป็นหลักแล้ว เขาก็ต้องเลือกที่จะลงทุนในคู่สกุลเงินนี้อย่างแน่นอนเพราะ

GBP/USD เป็นคู่สกุลเงินที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมากที่สุด

CAD/JPY - นักลงทุนสามารถทำนายแนวโน้มในการซื้อขายราคาน้ำมันได้โดยคำนวณจากคู่สกุลเงินนี้ ประเทศแคนาดามีแหล่งกักเก็บน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ถือเป็นประเทศส่งออกน้ำมันหลักดังนั้นจึงทำกำไรโดยการเพิ่มราคาน้ำมัน ในทางตรงกันข้ามประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันจะต้องพบกับภาวะขาดทุน ดังนั้นหากต้องการทำกำไรจากการเปิดสถานะซื้อคู่สกุลเงินนี้ ควรทำในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

นักลงทุนสามารถเปิด carry trade ของคู่สกุลเงินได้ โดยยิ่งมีความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อการซื้อขาย ในแต่ละคู่สกุลเงินก็จะมีลักษณะพิเศษและอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองและเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มตลาด

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

(ยังมีต่อ…..)

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

0

FXThai2U Advance Trading System Part1and2

FXThai2U Advance Trading on FB

PART1
++++++++++++++++++++++++++++++++

001 ความต้องการของเทรดเดอร์ 
FXThai2U Advance Trading
Part1A - ความต้องการของเทรดเดอร์
+++++++++++++++++++++++++++++

ข้อที่1 คือเรื่องปกติของเทรดเดอร์ทุกคน ที่ใฝ่ฝันถึงระบบเทรดแบบใดแบบหนึ่ง ที่สามารถตอบโจทย์ข้อนี้ให้กับตนเองได้ เป็นข้อที่ทุกคนอยากทราบก่อนเสมอ ว่า จุดไหนน่าจะเป็นจุดเข้าที่ดีที่สุดของออเดอร์นั้นๆ และมีเปอร์เซ็นต์ที่จะสามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างถูกทางมากที่สุด

ข้อที่2 คือเรื่องที่ต่อยอดมาจากข้อที่1 คือถ้ากราฟมาถูกทางตามออเดอร์ที่ได้ตัดสินใจเปิดแล้ว เทรดเดอร์อยากทราบจุดหรือบริเวณที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับการปิดออเดอร์นั้นๆ (ความต้องการนี้ มีขีดจำกัดมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละเทรดเดอร์แต่ละคน)

และข้อ3 คือข้อที่ยากที่สุด และสร้างปัญหาให้กับเทรดเดอร์จำนวนมากถึงมากที่สุด และอีกทั้งยังเป็นเรื่องที่เทรดเดอร์แทบทั้งหมด ต้องการมากถึงมากที่สุดอีกด้วย.....

//////////////////////////////////////////

002 ระบบเทรด PriceAction   Breakout 
FXThai2U Advance Trading
Part1B - ระบบเทรดในแบบของ FXThai2U
++++++++++++++++++++++++++++++++

(จะไม่ขอกล่าวถึงระบบเทรดแบบอื่นๆ)
ระบบเทรดแบบ Price Action ที่อาศัยหลักการเปิดปิดออเดอร์ในลักษณะของการ Breakout ของกราฟ เป็นหลักการเทรดที่ใช้องค์ประกอบการตัดสินใจดังนี้
- ใช้ไทม์เฟรม 1เดย์ ในการหาแนวโน้มหลักของแต่ละวัน ด้วยเครื่องมือกึ่งอินดิเคเตอร์ ที่เรียกว่า เส้น EMA200
- ใช้ไทม์เฟรม 4H+1H เป็นแนวโน้มร่วมในการตัดสินเทรนด์ที่ส่งเสริมหรือขัดแย้งกับไทม์เฟรม 1เดย์
- เมื่อได้แนวโน้มเฉลี่ยของวันนั้นแล้ว ก็จะใช้เครื่องมือ อีก2ชนิด มาเป็นตัวกำหนดแนวรับแนวต้านแบบธรรมชาติที่สอดคล้องกับแนวโน้มในวันนั้นของกราฟ นั่นก็คือ TrendLine Channel
- จากนั้น ก็จะใช้เครื่องมือที่3 คือ Fibonacci Retracement มาใช้ในการกำหนด จุดเข้าเปิดออเดอร์ 3 ราคา และจุดปิดออเดอร์ 4 ราคา รวมไปจนถึง แนวรับต้านห้ามผ่านในแต่ละช่วงของการใช้งาน เป็นลำดับต่อไป
(ซึ่งเครื่องมือที่กล่าวถึงในหัวข้อนี้ จะอธิบายแยกเป็น Part โดยไม่เกี่ยวข้องกันตามลำดับ คือ TrendLine / Channel / Fibonacci Retracement)
ส่วนในเรื่อง การใช้งานเส้น EMA200 ทุกท่านสามารถไปทบทวนได้อย่างละเอียดที่นี่ครับ
http://www.thaiforex2u.com/ (วิดีโอชุดที่ 8A-8D)
หรือที่นี่....
http://www.fxthai2u.com/2011/08/forex-basic-training-by-fxthai2u-new.html (วิดีโอชุดที่14)

//////////////////////////////////////////

FXThai2U Advance Trading
Part1C - Multi-TimeFrame Trend Comparative
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ต่อเนื่องมาจาก หัวข้อ 1b นี่คือตัวอย่างการหาค่าแนวโน้มเฉลี่ยของแต่ละวันของแต่ละคู่ครับ

วิธีหาค่าเฉลี่ย
++++++++++

- ใช้เส้น EMA200 เป็นเส้นแบ่งโซนของแต่ละไทม์เฟรม หากกราฟอยู่ด้านบน ถือเป็น ภาวะกระทิง หากอยู่ด้านล่าง ถือเป็น ภาวะหมี
- ใช้ไทม์เฟรม 1เดย์ เป็นแนวโน้มหลักของแต่ละวัน
- ใช้ไทม์เฟรม 4H + 1H เป็นแนวโน้มส่งเสริม หรือขัดแย้ง ประกอบกันกับในไทม์เฟรม 1เดย์

- หาก 1เดย์ เป็น กระทิง และ 4H+1H เป็นกระทิงทั้งคู่ แนวโน้มของวันนั้นคือ ภาวะ กระทิงดุ (Strong UP)
- หาก 1เดย์ เป็น หมี และ 4H+1H เป็นหมีทั้งคู่ แนวโน้มของวันนั้นคือ ภาวะ หมีดุ (Strong Down)
- หาก 1เดย์ เป็น กระทิง / 4H เป็น กระทิง แต่ 1H เป็น หมี แนวโน้มของวันนั้นเป็น กระทิงปานกลาง รอให้ 1H กลับตัวเป็น กระทิง ตาม4H ก็จะได้แนวโน้มเริ่มต้นของ กระทิงดุ ตั้งแต่ต้นๆ
- หาก 1เดย์ เป็น หมี / 4H เป็น หมี แต่ 1H เป็น กระทิง แนวโน้มของวันนั้นเป็น หมีปานกลาง รอให้ 1H กลับตัวเป็น หมี ตาม4H ก็จะได้แนวโน้มเริ่มต้นของ หมีดุ ตั้งแต่ต้นๆ

- หาก 1เดย์ เป็น กระทิง / 4H เป็น หมี แต่ 1H เป็น กระทิง
และ หาก 1เดย์ เป็น หมี / 4H เป็น กระทิง แต่ 1H เป็น หมี
แนวโน้มของวันนั้นเป็น ไซด์เวย์สวิง >> คนเล่นสั้น ก็เทรดเก็บสวิงสั้นๆตามแชนแนลไซด์เวย์ไปพลางๆ คนเล่นกลางถึงยาว เก็บออเดอร์ตามการลากฟิโบของเทรนด์ 1เดย์ หรือ 4H เป็นหลักไว้

นี่คือวิธีการหาแนวโน้มเฉลี่ยของ 3ไทม์เฟรม ในแต่ละวัน ที่ควรจะต้องทำทุกวันตอนที่ตื่นขึ้นมาในช่วงเช้าให้เป็นนิสัยของเทรดเดอร์แนว Price Action ที่ดีครับ

003a TF Comparative - EU
003b TF Comparative - GU
003c TF Comparative - EJ
003d TF Comparative - GJ
003e TF Comparative - Gold

หลักการของหัวข้อนี้ ทุกท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบ อินดิเคเตอร์ ที่คุ้นเคย หรือยังใช้งานอยู่ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วยนะครับ เช่น....
- ระบบ ซิกแซก + ลูกศร ชี้ขึ้นลง + แพทเทิร์นสำเร็จรูป + อินดิเคเตอร์พื้นฐานทั่วไปต่างๆ + ระบบแถบสีใต้กราฟ ฯลฯ

003d Price Action สรุป

สรุป Part1
- ยอมรับความจริง3ข้อ ที่เป็นความต้องการของเทรดเดอร์
- ระบบเทรดแบบ Price Action จะต้องเตรียมการวางแผนในเรื่องแนวโน้มประจำวันให้สม่ำเสมอ
- ใช้ไทม์เฟรม 1เดย์ เป็นแนวโน้มตั้งต้นหลัก และเอา 4H+1H มาเป็นแนวโน้มสนับสนุนหรือโต้แย้ง เพื่อหาค่าแนวโน้มเฉลี่ยในแต่ละวันออกมา
- เครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการหาแนวโน้มเฉลี่ย คือ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA200
- เครื่องมือที่ใช้จัดการกับแนวโน้มในแต่ละไทม์เฟรม คือ เทรนด์ไลน์ แชนแนล
- เครื่องมือที่ใช้หาจุดเปิดปิดออเดอร์และแนวรับต้านธรรมชาติ คือ Fibonacci Retracement
..........................................................
+++ บทเรียนหน้า (Part2) จะเข้าสู่การอธิบายการใช้งาน เทรนด์ไลน์ แบบละเอียดยิบ
+ การกำหนดจุดเริ่มต้นของการลากเทรนด์ไลน์ที่ถูกต้องและใช้งานได้จริง
+ การกำหนด 123 Up / 123 Down ให้แก่เส้นเทรนด์ไลน์
+ LL>>H>>LH //// HH>>L>>HL
+ TrendlineA/B/C & Trendline Continue
++ กฎกติกา Break & Confirm อย่างละเอียด
+++ การใช้กฎ Break & Confirm กับ เทรนด์ไลน์
++++ การใช้กฎ Break & Confirm กับ EMA200 + High+Low เดิม

//////////////////////////////////////////

PART2

001 TL Title

FXThai2U Advance Trading
Part2a - TrendLine เครื่องมือดีดีที่อยู่ปลายจมูกของคุณ (บทนำ)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เทรนด์ไลน์ เครื่องมือที่เทรดเดอร์เห็นกันมานานจนชินตาบนแถบเครื่องมือหลักของ MT4 แต่เอาเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานไม่ได้มากมายอะไรอย่างที่คิดนัก และในกลุ่มที่ใช้งานเจ้าเครื่องมือนี้ พอได้มีโอกาสสอบถามกันอย่างตรงไปตรงมา กลายเป็นว่า ยังมีความเข้าใจในการใช้งานอย่างเข้าใจลึกซึ้งเชี่ยวชาญเพียงกลุ่มย่อยๆเท่านั้น มิใช้ทั้งหมด....

มันจะยากอะไรกันนักหนาเชียว ก็แค่พล็อตจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดลงไปในกราฟ แล้วก็คอยมองดูมันทำงานในการชี้บ่งชี้บอกเรื่องของความเป็นแนวโน้มขาขึ้นขาลง เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง....

ก็ถ้ามันเริ่มง่ายๆใช้ง่ายๆและตอบคำถามได้ง่ายๆอย่างที่ว่ามา ก็คงจะไม่ต้องมีบทความนี้เลยครับ 555 ไม่เหนื่อยผมด้วย แต่มันไม่ง่ายอย่างที่พูดเลยน่ะซิครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ หลายคนที่ผมเจอมากับตัว มีปัญหากับการใช้งานเทรนด์ไลน์ประมาณนี้ครับ.....

+ จะเริ่มพล็อตเส้นเทรนด์ไลน์ จากจุดไหน ไปที่จุดไหน
+ และจะรู้ได้อย่างไร ว่าทำไมต้องเป็นที่ จุดนั้น ไปยัง จุดนั้น
+ ใช้หลักการอะไร ในการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
+ บอกแนวโน้มยังงัย ไทม์เฟรมไหนที่ใช้วัด
+ จะรู้ได้อย่างไรว่า แนวโน้มยังคงอยู่ หรือเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้เทรนด์ไลน์
+ ใช้หลักการอะไรเป็นตัวบ่งบอก แนวโน้มต่อเนื่อง หรือ แนวโน้มกลับตัว
+ กำหนดจุดเข้าออกด้วยเส้นเทรนด์ไลน์ได้ด้วยหรือ ไม่ทราบเลย
+ ใช้เทรนด์ไลน์ เป็น แนวรับแนวต้าน ได้ด้วยหรือ ??
และ ฯลฯ


ถ้าคุณเป็นคนที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญ และเข้าใจการใช้งานเทรนด์ไลน์อย่างลึกซึ้งพอสมควรแล้ว ให้ข้ามหัวข้อนี้ไปได้เลยครับ เพราะอาจจะทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่าๆ แต่ถ้าข้อมูลด้านบน เป็นเรื่องที่คุณยังไม่เคยทราบมาก่อนเลย และถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเรียนรู้ให้กระจ่าง หัวข้อต่อไปจะเริ่มเข้าเนื้อหาของมันแล้วล่ะครับ

//////////////////////////////////////////

FXThai2U Advance Trading Part2b - การกำหนดจุดลากเทรนด์ไลน์

อัลบั้มแอดวานซ์เทรดดิ้งชุดนี้ จะเป็นการอธิบายวิธีการกำหนดจุดลากเทรนด์ไลน์ที่จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดอย่างเป็นลำดับขั้นตอนตามมาตรฐานของ FXThai2U ครับ // การกำหนด 123 Up / 123 Down ให้แก่เส้นเทรนด์ไลน์ // LL>>H>>LH //// HH>>L>>HL
002a

ภาพที่ 1/7
เพื่อให้การสาธิตการลากเส้นเทรนด์ไลน์ เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับที่เคยใช้สอนในคอร์สแอดวานซ์ที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน จึงขอใช้กราฟ Eur/Usd ในไทม์เฟรม 1Day เป็นกราฟมาตรฐานอ้างอิงครับ

ธรรมชาติของกราฟทุกคู่เงิน หรือกราฟอื่นๆที่มีให้เราเทรด ไมมีคู่ไหนที่จะวิ่งขึ้นลงดุ่ยๆอย่างเดียวโดยไม่มีจังหวะพักเอาแรง / สะสมแรง / ย่อตัว / เด้งตัว / ชะลอตัว / ไซด์เวย์ / หรือจะเป็นศัพท์อื่นใดที่ท่านใช้เรียกก็แล้วแต่

กราฟทุกคู่ จะต้องมีช่วงที่เกิดการทำจังหวะเหล่านั้นเป็นระยะๆเสมอ กว้างบ้าง แคบบ้าง แต่ก็ต้องมีอยู่ดี ซึ่งกราฟทุกคู่จะมีรูปแบบของการขึ้นสลับลง ลงสลับขึ้น ในระยะทางกว้างแคบไม่เท่ากัน เรียกได้ว่า เป็นสัญญลักษณ์ที่เป็นรูปแบบของใครของมันแบบไม่ซ้ำกัน (ลายเซ็นต์ของกราฟ)

002b

ภาพที่ 2/7
จะสมมุติเหตุการณ์ย้อนกลับไปในอดีตของกราฟคู่นี้ครับ ราวๆวันที่ 23ก.ค.2012 (ปี พ.ศ.2555) จุดที่น่าสนใจของบริเวณนั้นก็คือ เป็นวันที่กราฟได้ทำราคาต่ำที่สุดเอาไว้ (Low Price) 1.20415 เพื่อจะได้สาธิต การกำหนดจุดเริ่มต้นในการลากเส้นเทรนด์ไลน์ ด้วยระบบ 1-2-3-Up or ABC>>UP or LL >> H >> LH --->> UP กันต่อไป

002c

ภาพที่ 3/7
ที่ใส้ล่างสุดของแท่งเทียนวันที่ 24ก.ค.55 ปลายสุดด้านล่างคือ ราคาต่ำสุด 1.20415 จากนั้นกราฟได้มีการสวิงตัวเด้งกลับขึ้นมาด้านบน 3 แท่งถัดมา กราฟมาทำราคา High ได้ที่ 1.23892 (ลูกศรชี้ลง)
ในช่วงสามสี่วันนั้น คนส่วนใหญ่ไม่มีใครคาดเดาได้หรอกครับว่า กราฟจะมีทิศทางไปทางไหนแบบแน่นอน จะมีใครกล้าพูดได้เต็มปากว่า กราฟจะย้อนกลับขึ้น หรือ กราฟจะมุ่งหน้าลงไปลึกกว่าเดิม ไม่มีใครกล้าพูดแน่นอน แต่...ถ้าท่านลากเทรนด์ไลน์ได้เมื่อไหร่ คำถามนี้ จะมีคำตอบที่กระจ่างขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย

เทรนด์ไลน์ จะถูกลากลงบนกราฟ ก็ต่อเมื่อ เราสามารถมองเห็น จังหวะของกราฟที่เป็นรูปร่างชัดเจนของแพทเทิร์นที่เรียกว่า 1-2-3 หรือ A-B-C หรือ LowLow-High-LowHigh หรือ HighHigh-Low-HighLow แล้วนั่นเอง

จากภาพ เมื่อกราฟทำราคาต่ำสุดได้แล้ว (LowLow 1.20415) สามวันถัดมา กราฟมาทำราคา High ได้ที่ 1.23892 จากนั้น กราฟไม่สามารถลงไปต่อได้ ดีดกลับขึ้นมาด้านบนอีกครั้ง โดยทิ้งราคาที่เป็น LowHigh เอาไว้ที่ 1.21334 (ลูกศรชี้ขึ้นอันที่2) พอพ้นจากแท่งนี้แล้ว ก็เป็นกราฟที่ดีดตัวขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน 1-2 แท่ง นาทีนี้แหละครับ ที่ทุกท่านสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า มันเป็น 1-2-3-UP or A-B-C-Up or LowLow-High-LowHigh-Up (LL-H-LH-UP) นั่นเอง /// ถ้ายังไม่สามารถมองเห็นรูปร่างมาตรฐานนี้ได้ อย่าเพิ่งลากเส้นเทรนด์ไลน์โดยเด็ดขาดเชียวนะครับ เพราะถ้าลากก่อนเวลา ดีดไม่ดีอาจจะลากทิ้งลากขว้างไปเปล่าๆปลี้ๆ เสียของ

002d

ภาพที่ 4/7
ซูมให้เห็นแบบชัดๆอีกครั้ง ก่อนที่จะทำการลากเส้นเทรนด์ไลน์
เทรนด์ไลน์ที่เราจะลากลงบนกราฟ กรณีที่เป็น 1-2-3-UP // A-B-C-Up // LL-H-LH แบบในภาพ จุดเริ่มต้นของการลาก จะถูกเริ่มที่ 1 / A / LL นะครับ แล้วลากไปยัง 3 / C / LH นั่นเอง

002e

ภาพที่ 5/7
เมื่อท่านลากเส้นเทรนด์ไลน์ลงไปตามจุดกำหนดเรียบร้อย ก็จะได้เส้นแบบในภาพ ที่ถูกขึงระหว่างจุดสองจุด และเลยยาวออกไปทางด้านขวาจนสุดขอบจอ

บริเวณที่อยู่หลังจากจุด 3 / B / LH ไปแล้ว ต่อไปนี้จะเรียกว่า "แนวรับเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น" ซึ่งหน้าที่ของแนวรับนี้ก็คือ
- กราฟจะไม่สามารถผ่านแนวรับนี้ลงมาด้านล่างได้ ถ้ากราฟเป็นช่วงขาขึ้นแบบแข็งแกร่ง (Strong UP Trend)
- แนวรับนี้ จะถูกยกตัวยกค่าสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่กราฟยังไม่สามารถทำการ มุด ทะลุ ผ่าน ข้าม ลงมาด้านล่างได้ (Breakout)

002f

ภาพที่ 6/7
หลังจากกราฟขึ้นไปทำราคาสูงสุดใหม่ได้ (วันที่ 6ส.ค.55 1.24428) จากนั้นกราฟก็ลดระดับลงมาหาแนวเส้นเทรนด์ไลน์ตามลำดับ ภาวะการลดตัวลงของกราฟในช่วงนี้ ศัพท์เรียกเป็นทางการเรียกว่า การลงมาทดสอบแนวรับเทรนด์ไลน์ขาขึ้นอีกครั้ง - Retest Up Trendline Support Level

เพื่อเป็นการลงมาสะสมแรงซื้อขึ้นด้านล่างอีกครั้ง ก่อนที่จะพยายามมุ่งหน้าขึ้นไปทำราคาสูงสุดใหม่อีกรอบ // ซึ่งจากการลงมาทดสอบแนวรับดังกล่าว กราฟไม่สามารถมุดตัวลงมาด้านล่างของแนวเส้นเทรนด์ไลน์ได้เลยในสี่แท่งทดสอบ นี่คือ บ่งบอกถึงสภาวะของแนวรับที่เหนียวมากในช่วงเวลานั้น

และหลังจากทดสอบจนพอใจ กราฟก็เริ่มทะยานดีดตัวกลับขึ้นไปด้านบน และไปทำราคาสูงสุดใหม่ได้จริงๆที่ 1.25889 ในวันที่ 23สิงหาคม2555 และก็สลับด้วยจังหวะของการทำไซด์เวย์แบบทิศทางขาขึ้นไปเป็นระยะๆ ซึ่งถ้าสังเกตุให้ดี กราฟกำลังทำ LowHigh ที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเองครับ

002g

ภาพที่ 7/7
ภาพซูมออกเต็มชุด จะเห็นได้ว่า แนวรับเทรนด์ไลน์ขาขึ้น ทำงานได้ดีมากในช่วงระยะเวลหนึ่ง กราฟย้อนลงมาหาแนวรับอีกถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่ได้เข้าใกล้มากนักเหมือนตอนที่ลงมาทดสอบรอบแรก
คนที่เปิดราคาซื้อขึ้นได้ในช่วงล่างๆที่เป็นโซนกำหนดจุดลากเทรนด์ไลน์ ถ้าเขายึดเส้นเทรนด์ไลน์เป็นแนวรับไปตลอดช่วง นั่นหมายถึงว่า เขาจะไม่ปิดออเดอร์นั้นๆเลย จนกว่าจะเห็นชัดเจนว่า กราฟได้ทำการมุดลงใต้เส้นเทรนด์ไลน์เส้นนี้ได้จริง ซึ่งก็มีอยู่วันหนึ่ง คือ 26ต.ค.55 (ในวงกลมสีเขียว) กราฟเริ่มเข้าสู่โหมดของการกลับตัวลงใต้เส้นเทรนด์ไลน์แล้ว นั่นแหละครับ ถึงจะมีการปิดออเดอร์กันตอนนั้น

ในวงกลมเขียวตามภาพ จะมีเหตุการณ์ที่เรียกว่า Breakout แนวเส้นเทรนด์ไลน์ ซึ่งผมจะมีกฎกติกาที่กำหนดการ Breakout เอาไว้ 2 ข้อ คือ Break and Confirm ซึ่งเราจะมาขยายความกฎสองข้อนี้กันอย่างละเอียดใน Part2C ครับ

และเมื่อทำความเข้าใจกฎดังกล่าวอย่างแตกฉานแล้ว ผมจึงจะพากลับมาที่การลากเส้นเทรนด์ไลน์ขาลง มาใส่ลงไปแทน เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น ที่โดน Break & Comfirm ออกไป พูดง่ายๆ ในกราฟของเราทุกช่วงเวลา เราจะมีเส้นเทรนด์ไลน์คากราฟอยู่เสมอ ไม่ขาขึ้น ก็ขาลง ครับ

//////////////////////////////////////////

003A - Break Rule
003B - Confirm Rule 
FXThai2U Advance Trading
Part2C - กฎของการ Break & Confirm

//////////////////////////////////////////
FXThai2U Advance Trading Part2d - Break and Confirm
อัลบั้มแอดวานซ์เทรดดิ้งชุดนี้ จะเป็นการอธิบายตัวอย่างของBreak & Confirm และการเปลี่ยนเทรนด์ไลน์เป็นทิศตรงกันข้ามแทนที่ตัวที่โดน Break & Confirm ไป

004a
ภาพที่ 1/6
จะซูมพื้นที่กราฟบริเวณวงกลมสีเขียวให้เห็นชัดๆขึ้นนะครับ ว่าแท่งไหนมีการ Break แท่งไหนที่เรียกว่า แท่งConfirm

004b
ภาพที่ 2/6
- แท่ง A ยังเรียกว่า แท่งBreak ไม่ได้ เพราะเป็นแท่งกระทิง (เขียว) ถึงแม้จะมีการคล่อมเส้นเทรนด์ไลน์ก็เถอะครับ
- แท่ง B คือแท่งBreak ครับ (และเป็นการ Break แบบพิเศษที่รวมเอาคุณสมบัติของการ Confirm เอาไว้ในแท่งเดียวกันเลย - เพราะหลุดออกมาทั้งหมดทั้งแท่งที่ฝั่งหมี)
- แท่ง C คือแท่งที่มีการย้อนกลับไป Retest แนวเทรนด์ไลน์เดิมที่มีการ Break & Confirm มาก่อนหน้า เพื่อเป็นการทดสอบว่า กรณีเป็นการกลับตัวลงจริงๆ ก็จะไม่สามารถย้อนผ่านกลับขึ้นไปด้านบนของเส้นเทรนด์ไลน์เดิมได้อีก
- แท่ง D คือแท่งโดจิ ที่มีหางด้านบนยาวมากกว่าด้านล่าง นั่นคือ แรงกดลงยังมีอิทธิพล มากกว่าแรงซื้อขึ้น เป็นปัจจัยเสริมให้กราฟมีโอกาสกลับตัวลงค่อนข้างมาก
- แท่ง E เริ่มเป็นไปตามแท่งให้สัญญาณก่อนหน้าแล้วครับ
- แท่ง F คือแท่งที่ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสัญญาณที่มีการเตือนมาก่อนหน้า
นั่นหมายถึง กราฟมีการ Break & Confirm มาอย่างสมบูรณ์แบบเรียบร้อย // เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นเดิม เปลี่ยนหน้าที่จากการเป็น แนวรับ กลายเป็น เส้นแนวต้านแทน
และต้องมีการสร้างเส้นเทรนด์ไลน์ขาลง ซ่อมลงไปแทนที่ เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้น

004c
ภาพที่ 3/6
กราฟท่อนใดก็ตาม ที่มีการ Break & Confirm เกิดขึ้นในท่อนนั้น ให้ยึดเอากราฟท่อนนั้น เป็นท่อนที่เราจะลากเส้นเทรนด์ไลน์ขาลงไปแทนที่ แน่นอนว่า กราฟท่อนนั้น เราต้องมองย้อนขึ้นไปตรงๆให้สุด เพื่อหาจุดที่เป็น HighHigh – HH

เมื่อมองเห็น HH แล้ว ก็มองลงมาตามแนวดิ่งของท่อนจนเจอกับ Low แรกที่เห็นชัดเจนมากที่สุดในท่อนนั้น (ตามภาพ)

แล้วก็หา HighLow ให้เจอ ก็เป็นอันครบองค์ประกอบของการที่เราจะลากเส้นเทรนด์ไลน์ขาลงแล้วครับ

ใช้เครื่องมือลากเส้น เริ่มพล็อตจาก HH มาที่ HL ตามลำดับ เป็นอันเสร็จ // ได้เส้นเทรนด์ไลน์ขาลงมาแทนที่เส้นขาขึ้นเรียบร้อย

004d
ภาพที่ 4/6
ซุมถอยหลังออกมาอีกครั้ง ก็จะเห็นแนวกว้างของเส้นเทรนด์ไลน์ทั้งสองแบบ

004e
ภาพที่ 5/6
จากจุดที่มีการลากเส้นเทรนด์ไลน์ขาลง ถัดออกมาทางขวา ก็จะมองเห็นได้ชัดเจนว่า เส้นเทรนด์ไลน์ขาลง โดนกราฟ Break & Confirm ขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง จึงต้องรอเวลานการลากเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นลงไปแทนที่อีกรอบ จากภาพ พอได้จุด LL - H - LH ที่เหมาะสม จึงได้เส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นเส้นล่าสุดลงไปแทนที่

ถัดไปอีกไม่นาน ก็จะเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจอีก 2 แห่ง (สี่เหลี่ยมสีน้ำเงินครอบ) ซึ่ง จะซูมเข้าไปให้เห็นว่า กราฟในช่วงบริเวณนั้น มีการ Retest แนวรับเส้นเทรนด์ไลน์ขาขึ้นเส้นใหม่ครั้งใหญ่ และช่วงที่สอง แนวรับนี้ก็ต้านทางการลงของกราฟไม่ไหว โดน Break & Confirm ลงมาอย่างรุนแรงจนได้

004f 
ภาพที่ 6/6
ช่วงที่1

- แท่ง A คือแท่ง Break ครับ
- แท่ง B ยังไม่ใช่แท่ง Confirm เพราะคุณสมบัติไม่ครบ คือ สีไม่เหมือนแท่ง Break ขนาดไม่ได้ / ถึงจะหลุดมาฝั่งหมีก็จริง
- แท่ง C คือแท่ง ฺBreak กลับ
( * กรณีมีการ Break กลับด้วยแท่งใหม่ แท่ง Break ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ถือเป็น โมฆะ ให้ใช้แท่ง Break แท่งใหม่แทนไปเลย )
- แท่ง D คือแท่ง Break แท่งใหม่ (แท่ง Break กลับแท่งก่อนหน้าที่เป็นแท่ง กระทิง ถือเป็น โมฆะ)
- แท่ง E ยังเป็นแท่ง Confirm ที่ไม่ครบองค์ประกอบที่ดีเท่าไร คือ สีได้ หลุดฝั่งมาทั้งหมด แต่ขนาด ไม่ชัวร์ครับ
- แท่ง F คือแท่งที่ปิดฉากการ Break ลงของกราฟในที่สุด เพราะเบรคกลับด้วยขนาดที่ใหญ่ ยาว และรุนแรง จึงไม่จำเป็นต้องถามหาแท่งยืนยันอีกต่อไป เพราะฐานเดิมของกราฟก่อนหน้าการ Retest ก็คือกราฟที่เป็น โซนขาขึ้น (เหนือเส้นเทรนด์ไลน์อยู่แล้ว)

ช่วงที่2
- แท่ง A คือ แท่งที่มา Retest เป็นแท่งแรก แต่ยังไม่ Break
- แท่ง B คือ แท่ง Break (ที่วอลลุ่มน้อยไปนิดนึง)
- แท่ง C คือแท่ง Break กลับ
- แท่ง D คือแท่งที่มีการ Break ซ้ำอีกรอบ
- แท่ง E คือแท่งที่ยังไม่มีการยืนยันการ Break
- แท่ง F คือแท่งที่มีการ Break ลงชัดเจน
- แท่ง G/H/I คือแท่งที่ยังไม่มีการยืนยันการลง
- แท่ง J คือแท่งยืนยันการลงอย่างสมบูรณ์

จบเนื้อหาส่วนแรก ของ การลากเส้นเทรนด์ไลน์ ทั้งแบบ ขึ้น / ลง รวมไปจนถึง กฎการ Break & Confirm ที่สมบูรณ์ / กฎการเปลี่ยนสลับเทรนด์ไลน์ขึ้นเป็นลง ลงเป็นขึ้น.......

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า พื้นฐานขั้นแอดวานซ์ในเรื่อง เทรนด์ไลน์ และกฎการ Break & Confirm นี้ (Knowhow ส่วนตัวของผมเองแต่เพียงผู้เดียว) จะเป็น กุญแจสำคัญที่จะจูงแขนของพวกท่านให้ขึ้นสู่ระดับการเรียนรู้ในบทเรียนต่อไปได้ง่ายขึ้นนะครับ

ช่วงต่อไปของเรื่องเทรนด์ไลน์นี้ ก็จะเริ่มซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ขอให้แม่นในกฎของการหา HH-L-HL and LL-H-LH เอาไว้ก็แล้วกันนะครับ แล้วทุกอย่างจะดูง่ายไปเองโดยอัตโนมัติ
ตอนนี้ ยังไม่มีการบ้านให้ทำหรอกครับ เดี๋ยวอีกสักชุดสองชุดเตรียมตัวได้เลย มีให้ทำแน่นอน....นักเรียนทุกท่าน....อิอิอิ

//////////////////////////////////////////

FXThai2U Advance Trading Part2e - TrickShot ในการลากเทรนด์ไลน์

อัลบั้มแอดวานซ์เทรดดิ้งชุดนี้ จะเป็นสาธิตเทคนิคเด็ดๆในการลากเทรนด์ไลน์จาก HH มาที่โซนของ HL ที่มีแท่งกราฟซับซ้อนกันเป็นจำนวนหลายแท่ง // และการสร้างเส้นเทรนด์ไลน์แบบต่อเนื่อง เชื่อมหากันแบบ จุดต่อจุด (TrendLine Continue)

005a 
ภาพที่ 1/5
ยกตัวอย่างกราฟคู่เงิน EUR/USD 1Day Timeframe ในช่วงเวลาปัจจุบัน (14ก.ย.57)

ปลายซ้ายสุดของเส้นเทรนด์ไลน์ที่เรากำลังจะพล็อตลงกราฟ คือ HighHigh (HH) แต่อีกด้านหนึ่งที่เราต้องวางลงไปคือ HighLow (HL) เผอิญมีการซ้อนเหลื่อมของแท่งกราฟเป็นชุดอยู่บริเวณนั้น จึงอาจจะเกิดความไม่แน่ใจว่า ปลายบนสุดของแท่งกราฟใดกันแน่ที่จะเป็น HL

*** เทคนิคก็คือ ให้เราคิดว่า เทรนด์ไลน์ที่เรากำลังจะลากลงไป เป็นไม่กระดานยาวๆตรงๆแข็งๆเลยครับ ตรง HH เป็นจุดตายตัว แต่ตรงปลาย เรายังไม่กำหนดว่าตรงไหนเป็น HL ทำเหมือนกำลังยกแผ่นไมกระดานโยกขึ้นลง แล้วมองว่าแผ่นกระดานเทรนด์ไลน์นี้ เวลาโยกลงมาเบาๆ มันจะมีผิวสัมผัสโดน HL ของแท่งไหนก่อนนั่นเอง

*** เอาเม้าส์กดคลิ๊กซ้ายค้างเอาไว้อย่าเพิ่งรีบปล่อย มองให้แน่ใจว่า จุดสัมผัสอยู่ที่แท่งไหน

005b
ภาพที่ 2/5
นั่นงัยเล่าครับ เจอแล้ว จุดที่มีลูกศรกำกับอยู่ในภาพนั่นแหละครับ คือ HL ที่เราจะวางเส้นเทรนด์ไลน์ลงไป

005c

ภาพที่ 3/5
เอาเม้าส์ที่กดคลิ๊กซ้ายแช่เอาไว้อยู่แล้ว โยกพาจุด Stop ของเทรนด์ไลน์ไปวางที่ HL ของแท่งดังกล่าวเลยครับ

005d

ภาพที่ 4/5
เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนเทรนด์ไลน์อาจารย์กบไป1เส้น

005e
ภาพที่ 5/5
ด้วยหลักการเดียวกันนั่นเอง ที่ให้คิดเสียว่า เส้นเทรนด์ไลน์ไม่ใช่เส้น แต่เป็น ไม้กระดานแข็งๆตรงๆยาวๆเรียบๆ จากจุดที่เป็น HH to HL ของเส้นแรก เราสามารถมองเห็น HL ของเส้นแรกนั้น เป็น HH ใหม่ของเส้นเทรนด์ไลน์เส้นที่2ได้อีกด้วย

ซึ่งก็หลักการเดียวกัน จับ HH ใหม่เป็นตัวต้นทาง แล้วลาก กาง โยกขึ้นลงเพื่อหาผิวสัมผัสของ HL ที่ถัดลงไป แล้ววางลงไปเป็นเส้นเทรนด์ไลน์เส้นที่2 และหลักการเช่นเดียวกัน ก็จะได้เส้นที่3 ในที่สุด ตามภาพ

ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ สำหรับการลากเส้นเทรนด์ไลน์แบบต่อเนื่อง 3 เส้น (มากที่สุดคือ 3 ไม่ต้องพยายามทำให้มากกว่านี้)

เทรนด์ไลน์ต่อเนื่อง ส่วนมากจะทำได้ในกรณีที่เกิดการขึ้น-ลงของกราฟในแบบ แข็งแกร่ง จริงๆ ( Strong Up / Strong Down Trend)

005f
TrendLine Continue USD/CHF 1Day TimeFrame 14Sep2014

005g
TrendLine Main EUR/JPY 1Day TimeFrame 14Sep2014
เพิ่ง Break ไปเมื่อวันศุกร์ที่ 12ก.ย.ที่ผ่านมานี้เอง มาดูกันว่าวันจันทร์ที่ 15ก.ย.นี้ จะ Confirm ได้สำเร็จหรือไม่ครับ

005h
TrendLine Main USD/JPY 1Day TimeFrame 14Sep2014
Strong UP !!!

005i 
TrendLine Main GOLD 1Day TimeFrame 14Sep2014
และ ปิดกระทู้กันด้วย พี่ใหญ่ของเราครับ ทองคำ.....

//////////////////////////////////////////
แล้วเจอกันในบทที่3 กันต่อไป เร็วๆนี้
//////////////////////////////////////////

คำคม1
คำคม2
คำคม3
คำคม4
คำคม5

//////////////////////////////////////////